Tech

พรีวิวแกะกล่อง Pebble Time สมาร์ทวอทช์รุ่นสองที่มาพร้อมจอสี จากโครงการบน KickStarter

ช่วงเวลานี้ควรถือเป็นช่วงเวลาของสมาร์ทวอทช์ สมาร์ทแบนด์จริง ๆ เพราะเราก็เห็นแต่ละแบรนด์ออกมากันมากมาย ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ใหญ่ที่ทำสมาร์ทโฟนอยู่แล้ว แบรนด์นาฬิกาที่เริ่มเข้ามาจับตลาดนี้ตามยุคสมัย รวมถึงบริษัทใหม่ที่เรียกได้ว่าเป็นบริษัทอินดี้ ต่างก็ลงมาจับตลาดนี้ เพื่อหวังว่าจะมีประกายลมบนและกลายเป็นตลาดใหญ่ในตลาดซึ่งหลายท่านคงคุ้นเคยกับรูปแบบหลังกับนาฬิกา (และ บริษัท ) ที่ชื่อว่า Pebble ซึ่งถือว่าเป็นผู้บุกเบิก ของสมาร์ทวอทช์ และล่าสุด Pebble ก็ได้ปล่อยเวอร์ชั่นที่ 2 ออกสู่ตลาดแล้วในชื่อ Pebble เวลากรวด

ภาพหน้าจอ 2015-06-08 เวลา 15.11.59 น

Pebble Time ซึ่ง Pebble ได้เปิดเป็นโครงการระดมทุนบนเว็บไซต์ Kickstarter และสามารถระดมทุนได้ถึง 20,338,986 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 6.88 พันล้านบาท) เลยทีเดียว โดยส่วนตัวแล้วผมก็เข้าร่วมการแข่งขันด้วย และใช้เงินไปถึงขนาดซื้อนาฬิกา Pebble Time มาได้ เป็นเงิน $159 หรือประมาณ 5,300 บาท ถ้าส่งธรรมดาก็ประมาณ 300 บาท แต่ใช้เวลาส่งรวมกันเป็นเดือน ในขั้นต้น Pebble อ้างว่าจะเริ่มจัดส่งในเดือนพฤษภาคม ฉันวางแผนที่จะจัดส่งก่อนไปไต้หวันต้นเดือนนี้ จึงยอมจ่ายเพิ่มเกือบพันเพื่อเปลี่ยนเป็นส่งด่วนและก็เสียค่าภาษีนำเข้าไปในตัว จัดส่งโดย DHL (ถ้าเลือกส่งฟรีก็มีสิทธิ์เสี่ยงโดนเรียกเก็บภาษีตอนเข้าไทยได้เหมือนกัน)

แต่สุดท้ายก็ไม่ทัน เพราะเพิ่งได้มาวันนี้เอง รอไม่ไหวละ อยากลองใส่เดินเล่นบ้าง TT

ดูตัวอย่าง-Pebble-Time-SpecPhone 001

ดูตัวอย่าง-Pebble-Time-SpecPhone 002

ลักษณะของกล่องเป็นกล่องแบนยาว ด้านนอกเป็นกระดาษรีไซเคิล หน้าจอติดกับ It’s Time และด้านในมีกรอบกระดาษแข็งสีขาวเพื่อป้องกัน ไม่ต้องกลัวจอแตกก่อนส่งถึงมือคุณ บรรจุภัณฑ์ค่อนข้างแข็ง ภายในมีเฉพาะสาย USB ที่มีขั้วต่อเฉพาะที่ปลายด้านหนึ่งสำหรับชาร์จ Pebble Time หากสูญหาย คุณสามารถซื้อใหม่ได้จากหน้าเว็บ Pebble พร้อมกับเอกสารประกอบเล็กน้อย

ตัวเองเป็นผู้ร่วมสนับสนุน ครั้งที่ 10xxx เริ่มได้ของแล้วครับ ใครได้เลขใกล้เคียงกันนี้น่าเริ่มได้อะไรกันบ้างมาเช็คกันให้ดีๆ

ดูตัวอย่าง-Pebble-Time-SpecPhone 005

Related Articles

Pebble Time หน้าตาเป็นแบบนี้ ของผมสั่งสีดำ กระจกเป็นกระจกกันรอย ขอบสีเทาเข้มทำจากพลาสติกขัดเงา ให้ความรู้สึกเหมือนเซรามิก สำหรับหน้าจอนั้นไม่ใช่หน้าจอสัมผัส อย่าเผลอไปถูกับหน้าปัดนาฬิกาล่ะ เพราะเป็นสมาร์ทวอทช์ที่ทำได้ค่อนข้างหลากหลาย จึงสามารถแก้ไขได้ อันนี้ผมลองเปลี่ยนเป็นอีนิกม่าแล้ว ตอนแรกก็งงนิดหน่อย ดูไปสักพักก็ชิน

พูดถึงเรื่องหน้าจอนี่ถือเป็นจุดแข็งอย่างหนึ่งของ Pebble Time เพราะ Pebble รุ่นแรกยังมีจอขาวดำ แต่มาในรุ่น Time ที่สอง มันได้เปลี่ยนเป็นหน้าจอ e-Paper สี ข้อดีของหน้าจอ e-Paper คือใช้พลังงานต่ำมาก บวกกับเรื่องราวของอนิเมชั่น การเคลื่อนไหวบนหน้าจอได้รับการพัฒนาให้ทำได้ดี ไม่มีกระตุกเช่นกัน และอีกอย่างที่เรียกได้ว่าเหนือกว่าสมาร์ทวอทช์ส่วนใหญ่ในท้องตลาดก็คือ หน้าจอเปิดอยู่เสมอ (เปิดตลอดเวลา) เหมือนนาฬิกาจริง ไม่ต้องกดปุ่ม หรือยกแขนขึ้นเพื่อปรับระดับหน้าจอเพื่อดูเวลาอีกครั้ง อันนี้ถอดทิ้งไว้เฉยๆ สามารถดูเวลาได้

Pebble Time มีสองรุ่นหลัก: Pebble Time ปกติที่ฉันสั่ง และ Pebble Time Steel ซึ่งทำจากสแตนเลส โดยราคาเริ่มต้นประมาณ 8,400 บาท (สูงกว่านี้ 3,000 บาท) โดยจะเริ่มรับของในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม เป็นต้นไป

เรื่องของความแตกต่างระหว่าง Pebble Time และ Pebble Time Steel นอกจากตัวเรือนและราคาแล้ว ยังมีเรื่องแบตเตอรี่อีกเล็กน้อย Pebble Time มักจะมีอายุการใช้งานแบตเตอรี่อย่างน้อย 7 วัน เหล็กจะอยู่ได้อย่างน้อย 10 วัน!! ซึ่งแม้ว่า Pebble Time รุ่นปกติจะเป็นรุ่นที่ต่ำกว่า แต่ขอบอกว่าอายุการใช้งานแบตเตอรี่นั้นนำหน้าสมาร์ทวอทช์หลายรุ่นในท้องตลาดไปอย่างขาดลอย รุ่นอื่นนับการใช้งานเป็นวัน อันนี้แทบจะนับเป็นสัปดาห์ของการใช้งาน จุดนี้น่าจะถูกใจผู้ใช้นาฬิกาทั่วไปเช่นกัน

คุณสมบัติอื่นๆ ที่น่าสนใจของ Pebble Time มีดังนี้

  • หน้าจอ e-Paper ขนาด 1.25 นิ้ว พร้อมไฟพื้นหลัง LED
  • รุ่นปกติเป็นสายยาง รุ่น Steel เป็นสายหนังผสมสแตนเลส
  • ตัวเรือนของรุ่น Steel ทำจากสแตนเลส CNC 316L
  • ไมโครโฟนในตัว, ระบบสั่งงานด้วยเสียง เช่น ใช้พิมพ์ข้อความ (ใช้งานได้บนมือถือ Android เท่านั้น)
  • มอเตอร์สั่นสะเทือนในตัว
  • มีเซ็นเซอร์วัดแสง มีเซ็นเซอร์ 3D accelerometer
  • เข้ากันได้กับ Misfit และ Jawbone
  • กันน้ำได้ลึก 30 เมตร เหมาะสำหรับใส่ว่ายน้ำ
  • สายสามารถถอดออกได้และเปลี่ยนเป็นสายขนาดมาตรฐาน 22 มม.
  • มีแอพพลิเคชั่นให้ติดตั้ง เปลี่ยนรูปแบบหน้าปัดนาฬิกาได้ (โดยมีจำนวนแอพ/การออกแบบให้ใช้งานรวมไม่น้อยกว่า 6,500 รายการ)
  • ทำงานร่วมกับ iOS 8 และ Android 4.0 ขึ้นไป
  • เชื่อมต่อผ่านบลูทูธ 4.0
  • รุ่นปกติมีให้เลือก 3 สี ได้แก่ สายดำ-ดำ, สายขาว-ขาว และสายดำ-แดง-แดง ขนาดตัวเรือน 40.5 x 37.5 x 9.5 มิลลิเมตร
  • รุ่น Steel มีให้เลือก 3 สี ได้แก่ สีดำ-สายหนังสีดำ, สีเงิน-สายสแตนเลสสีเงิน และสายหนังสีแดงทองขนาดตัวเรือนเดียวกัน ยกเว้นความหนา 10.5 มม.

นอกจากนี้ยังมี API แบบเปิดสำหรับนักพัฒนาในการเขียนแอพ แถมยังเขียนหน้าปัดอัพโหลดขึ้น Store ได้ด้วย ถือว่าเป็นอีกแพลตฟอร์มที่น่าจับตามอง

1

ย้อนกลับมาดูที่บ้านกันอีกครั้ง เท่าที่ลองถือดูบอกเลยว่าเบามาก ลองชั่งน้ำหนักแล้วประมาณ 42 กรัมเท่านั้น ด้านข้างมีทั้งหมด 4 ปุ่ม เริ่มจากปุ่มซ้ายปุ่มเดียว (รูปบนขวา) นี่คือปุ่ม Power กดค้างไว้เพื่อเปิด/ปิด นอกจากนี้ยังใช้เป็นปุ่มย้อนกลับ อีกสามปุ่มทางด้านขวาคือ (ด้านล่างซ้าย แต่พวกมันกลับด้าน) ปุ่มบนใช้สำหรับขึ้น/ย้อนกลับไทม์ไลน์ที่ผ่านมา ปุ่มกลางสำหรับตกลง/เมนู ส่วนปุ่มล่างจะเป็นปุ่มสำหรับกดลง / ดูไทม์ไลน์ ที่จะมาถึง ซึ่งเรื่องไทม์ไลน์นี่รอมาจัดเต็มรีวิวครับ

ส่วนด้านหลังตัวเรือนเป็นพลาสติกโค้งมนรับกับข้อมือได้เป็นอย่างดี สำหรับใครที่ลงทุนในรอบของเว็บไซต์ Kickstarter จะมีหน้าจอแนบว่าเป็นรุ่นพิเศษสำหรับ KickStarter Backer อีกด้วย สำหรับใครที่ลงทุนในรอบแรกของ Pebble มาก่อนก็จะพิเศษยิ่งขึ้นไปอีก . เพราะจะฉายเป็นรุ่น Champion เลยทีเดียว (แต่ระบบตัวเรือนส่วนอื่นๆ เหมือนกันหมด) ส่วนใครที่อยากซื้อต่อก็อดใจรอกันอีกนิดนะครับ จะสามารถสั่งได้ตามปกติ แต่จะเป็นรุ่นธรรมดาไม่มีหน้าจอและจำหน่ายในราคาปกติดังนี้

  • Pebble Time ขายจริงตัวละ 199 ดอลลาร์ (ประมาณ 6,700 บาท)
  • Pebble Time Steel จะขายในราคาชิ้นละ 299 ดอลลาร์ (ประมาณ 10,100 บาท)

จะเห็นได้ว่าผู้ที่เสี่ยงลงทุนในโครงการ KickStarter กับ Pebble จะได้ราคาพิเศษช้ากว่าราคาขายทั่วไป แถมยังพิเศษขึ้นมาหน่อย (แต่ก็มีความเสี่ยงที่จะได้รับของช้า ไม่ได้รับของเลย หรือได้รับของไม่ตรงตามที่คิดไว้เช่นกัน)

สำหรับชาร์จ Pebble Time ตัวเรือนมีขั้วทองเหลือง พร้อมขั้วแม่เหล็กสำหรับยึดตัวเรือนกับขั้วชาร์จ เท่าที่ลอง ผมว่ายึดได้ไม่แน่นเท่าไหร่ แค่ขยับนิดหน่อยก็จะหลุดแล้ว และถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นว่ามีหมุดสีเงินเล็กๆ อยู่ที่สาย ช่วยให้ถอดสายได้ง่ายขึ้น

ดูตัวอย่าง-Pebble-Time-SpecPhone 018

เทียบขนาดหน้าปัดกับนาฬิกาผู้ชายขนาดปกติ มันเล็กกว่านิดหน่อย

2

เรื่องความสว่างหน้าจอนี่บอกเลยว่าเด็ดจริง เพราะจะปรับระดับความสว่างให้สัมพันธ์กับแสงจริงในขณะนั้น ถ้าอยู่ในบ้าน ในห้องก็จะลดความสว่างลงนิดหน่อย นี่เป็นเพราะเทคโนโลยีหน้าจอ e-color ที่แสดงผลได้ดีกว่าเมื่อแสงภายนอกตกกระทบ โดยส่วนตัวแล้วฉันรู้สึกแบบนั้นเมื่ออยู่ในบ้าน หน้าจอมืดไปหน่อย สำหรับการใช้งานกลางแจ้งนี่เป็นสิ่งที่ดีมาก สามารถมองได้ชัดกว่าจอสมาร์ทโฟน สำหรับหน้าการตั้งค่าจะมีให้เลือกแค่ว่าเปิดหรือปิดไฟหน้าจอหรือไม่ อันนี้ผมแนะนำว่าเปิดไว้ตลอดครับ


ชุดภาพด้านบนเป็นการเล่นด้วยปุ่ม 3 ปุ่ม ปุ่มบนสุดจะแสดงไทม์ไลน์ที่ผ่านไป อย่างภาพแรกเป็นการแจ้งเวลาที่ดวงอาทิตย์ขึ้น กับสภาพอากาศในช่วงเช้า (ฝนตกหนัก) ภาพที่ 2 คือเมื่อกดปุ่มด้านล่างเพื่อดูไทม์ไลน์ที่กำลังจะถึงภายในวันนี้ นั่นคือดวงอาทิตย์จะตกเวลา 06:44 น. และภาพที่ 3 เป็นภาพนัดหมายจากปฏิทินของวันพรุ่งนี้ บอกวันเกิดใครพรุ่งนี้มีนัดอะไร ฯลฯ



อันนี้เป็นหน้าจอตั้งค่า มีเมนู about ให้เช็คเวอร์ชั่นและอัพเดทเฟิร์มแวร์ ภาพที่สองคือหน้าจอเปลี่ยนหน้าปัดนาฬิกา Pebble Time (เปลี่ยนได้จากแอพมือถือ) และภาพที่สามเป็นตัวอย่างการใช้แอพ Swarm บนนาฬิกา มีที่ไหนบ้างและสามารถกดเช็คอินได้ด้วย


ชุดนี้เป็นตัวอย่างการแจ้งเตือนจากแอพมือถือที่ส่งบน Pebble Time เท่าที่ลองมา แอพหลักๆ โชว์หมด ทั้ง Facebook, Facebook Messenger, LINE, Instagram, Gmail ติดค้างอยู่ แสดงภาษาไทยไม่ได้ พอเห็นข้อความภาษาไทยจะกลายเป็นสี่เหลี่ยม แต่ดูเหมือนว่าจะมีการอัพเดท หรือมีคนทำแพตช์มาแก้ไขทีหลังเหมือน Pebble ตัวแรก ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร

ส่วนการตอบกลับการแจ้งเตือนก็กด Delete เป็นหลัก และถ้าจะตอบกลับก็พูดแบบตอบกลับได้เช่นกัน มารีวิวให้ชมกันอีกครั้งครับ

3

ด้านบนคือตัวอย่างหน้าจอแอพ Pebble Time หน้าที่หลักของมันคือเชื่อมต่อกับนาฬิกา และใช้โหลดแอป โหลดหน้าปัดอื่นๆ ลงบนนาฬิกา แอปนี้ใช้ได้ทั้ง iOS และ Android

ยังไงก็รอรีวิวฉบับเต็มของ Pebble Time นี้อยู่นะครับ ให้ฉันลองก่อน 🙂


Thông tin thêm

พรีวิวแกะกล่อง Pebble Time สมาร์ทวอทช์รุ่นสองที่มาพร้อมจอสี จากโครงการบน KickStarter

#พรววแกะกลอง #Pebble #Time #สมารทวอทชรนสองทมาพรอมจอส #จากโครงการบน #KickStarter
[rule_3_plain] #พรววแกะกลอง #Pebble #Time #สมารทวอทชรนสองทมาพรอมจอส #จากโครงการบน #KickStarter
ช่วงนี้ก็น่าจะถือเป็นช่วงเวลาแห่งสมาร์ทวอทช์ สมาร์ทแบนด์จริงๆ ครับ เพราะเราได้เห็นแต่ละยี่ห้อออกมากันรัวๆ ไม่ว่าจะแบรนด์ใหญ่ที่ทำสมาร์ทโฟนมาอยู่แล้ว แบรนด์นาฬิกาที่ก็เริ่มหันมาจับตลาดนี้ตามยุคสมัย รวมไปถึงบริษัทหน้าใหม่ที่จะเรียกเป็นบริษัทอินดี้ก็ว่าได้ ต่างก็ลงมาจับตลาดนี้ เพื่อหวังจะเกิดสปาร์คติดลมบน แล้วกลายเป็นรายใหญ่ในตลาดไปเลย ซึ่งหลายๆ ท่านก็คงพอคุ้นกันอยู่บ้างในแบบหลังสุด กับนาฬิกา (และบริษัท) ที่มีชื่อว่า Pebble ที่จัดว่าเป็นผู้บุกเบิกสมาร์ทวอทช์กันเลยทีเดียว และล่าสุด Pebble ได้ส่งรุ่นสองออกมาทำตลาดแล้วครับ ในชื่อว่า Pebble Timeซึ่งเจ้า Pebble Time นี้ ทาง Pebble ได้เปิดเป็นโปรเจ็กท์ระดมทุนบนเว็บไซต์ Kickstarter และก็สามารถระดมทุนได้สูงถึง $20,338,986 (ราวๆ 6.88 หมื่นล้านบาท) เลยทีเดียว ส่วนตัวผมเองก็ร่วมลงขันไปด้วยเช่นกัน และก็ลงเงินไปในระดับที่จะได้นาฬิกา Pebble Time มาใช้ด้วยเรือนนึง คิดเป็นเงินก็อยู่ที่ $159 หรือประมาณ 5,300 บาท ส่วนค่าส่งมาไทย ถ้าส่งแบบปกติก็อยู่ที่ประมาณ 300 กว่าบาทครับ แต่ต้องใช้เวลาส่งร่วมเดือน ซึ่งตอนแรกทาง Pebble เคลมว่าจะเริ่มจัดส่งได้ภายในเดือนพฤษภาคม ผมกะว่าอยากจะให้มันมาส่งก่อนไปเที่ยวไต้หวันช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา เลยยอมจ่ายเพิ่มเกือบพันเพื่อเปลี่ยนเป็นแบบส่งด่วนพร้อมจ่ายเป็นค่าภาษีนำเข้าไปด้วยในตัว นำส่งโดย DHL (ถ้าเลือกส่งแบบฟรี มีสิทธิ์เสี่ยงที่จะโดนเรียกเก็บภาษีตอนเข้าไทยเหมือนกัน)แต่สุดท้ายแล้วก็ไม่ทัน เพราะมันเพิ่งมาถึงมือผมวันนี้เอง อดลองใส่เดินเที่ยวเลย T Tหน้าตากล่องก็จะมาเป็นแบบกล่องแบนๆ ยาวๆ ข้างนอกเป็นกระดาษรีไซเคิล สกรีนติดไว้ว่า It’s Time ส่วนภายในก็จะมีโครงเป็นกระดาษแข็งสีขาวคอยป้องกันอยู่ ไม่ต้องกลัวว่าจอจะแตกก่อนนำส่งถึงมือเลยครับ บรรจุภัณฑ์มันค่อนข้างแน่นหนาจริงๆ อุปกรณ์ภายในที่ให้มาก็มีแค่สาย USB ที่ฝั่งหนึ่งเป็นหัวสำหรับชาร์จไฟ Pebble Time โดยเฉพาะ ถ้าหายก็สั่งซื้อใหม่จากหน้าเว็บ Pebble สถานเดียว แล้วก็มีเอกสารคู่มืออีกนิดหน่อยของตัวผมเองเป็นผู้ร่วมสนับสนุนลำดับที่ 10xxx ก็เริ่มได้ของแล้ว ใครที่ได้เลขใกล้ๆ กันนี้ก็น่าจะเริ่มได้ของกันแล้วนะครับ ลองเช็คให้ดีหน้าตาของ Pebble Time ก็เป็นแบบนี้เลย ของผมเองสั่งเป็นสีดำมา กระจกเป็นกระจกกันรอย ขอบสีเทาเข้มทำจากพลาสติกขัดผิว ให้ความรู้สึกคล้ายเซรามิค ส่วนจอนั้น ไม่ใช่จอสัมผัสนะครับ อย่าเผลอถูๆ ไถๆ ล่ะ สำหรับหน้าปัดนาฬิกานั้น เนื่องด้วยมันเป็นสมาร์ทวอทช์ที่ทำอะไรได้ค่อนข้างหลากหลาย มันจึงสามารถปรับเปลี่ยนได้ครับ อันนี้ผมก็ลองเปลี่ยนเป็นแบบ Enigma ดู ตอนแรกๆ ก็งงนิดหน่อยนะ ดูไปซักพักก็ชินเองพูดถึงเรื่องจอ นี่ก็เป็นหนึ่งในจุดเด่นของ Pebble Time เลยทีเดียว เพราะ Pebble รุ่นแรกยังใช้เป็นจอขาวดำ แต่มาในรุ่น Time ที่เป็นรุ่นสอง มันได้เปลี่ยนมาเป็นจอ e-paper แบบสีแล้ว ซึ่งข้อดีของจอแบบ e-paper คือมันกินไฟต่ำมาก แถมเรื่องของแอนิเมชัน การเคลื่อนไหวบนจอก็ได้รับการพัฒนาให้ทำได้ดี ไม่มีกระตุกแล้วด้วย และอีกข้อที่เรียกว่าเหนือกว่านาฬิกาสมาร์ทวอทช์ส่วนใหญ่ในตลาดเลยก็คือ หน้าจอมันจะติดอยู่ตลอดเวลา (always on) เหมือนนาฬิกาจริงครับ ไม่ต้องมากดปุ่ม หรือยกแขนให้ได้ระดับให้หน้าจอติดมาเพื่อดูเวลาอีกแล้ว อันนี้ต่อให้ถอดแล้ววางไว้เฉยๆ ก็เหลือบดูเวลาได้เลย นี่ซิ ถึงจะเรียกว่านาฬิกาจริงๆโดยตัวของ Pebble Time นั้นจะแบ่งเป็นสองรุ่นหลักๆ คือ Pebble Time ปกติที่ผมสั่งมา กับ Pebble Time Steel ที่ตัวเรือนเป็นสแตนเลสสตีล แข็งแรงกว่า หรูกว่า และก็ราคาสูงกว่าด้วย โดยมีราคาเริ่มต้นที่ประมาณ 8,400 บาท (สูงกว่าตัวนี้ร่วม 3,000 บาท) ซึ่งจะเริ่มได้ของในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคมนี้เป็นต้นไปเรื่องของข้อแตกต่างระหว่าง Pebble Time กับ Pebble Time Steel นอกจากตัวเรือนและราคาแล้ว ยังมีอีกนิดหน่อยคือเรื่องแบตเตอรี่ครับ โดย Pebble Time ปกติ แบตจะอยู่ได้อย่างต่ำ 7 วัน ส่วน Steel จะอยู่ได้อย่างต่ำ 10 วัน !! ซึ่งถึงแม้ Pebble Time ธรรมดาจะเป็นรุ่นล่าง แต่บอกเลยว่าระยะเวลาการใช้งานแบตเตอรี่แซงหน้าสมาร์ทวอทช์หลายตัวในตลาดขาดลอย รุ่นอื่นนับการใช้งานเป็นวัน อันนี้แทบจะนับการใช้งานเป็นสัปดาห์ได้เลย จุดนี้น่าจะโดนใจผู้ใช้นาฬิกาปกติได้อยู่เหมือนกันนะส่วนคุณสมบัติอื่นๆ ที่น่าสนใจของ Pebble Time ก็มีดังนี้ครับหน้าจอ e-paper ขนาด 1.25 นิ้ว มีไฟ LED Backlightรุ่นปกติเป็นสายยาง รุ่น Steel เป็นสายหนังกับสแตนเลสสตีลตัวเรือนของรุ่น Steel ทำมาจากสแตนเลสสตีล CNC 316Lมีไมโครโฟน ระบบสั่งงานด้วยเสียงในตัว เช่นใช้สั่งพิมพ์ข้อความ (ยังใช้งานได้กับมือถือ Android เท่านั้น)มีมอเตอร์สั่นในตัวมีเซ็นเซอร์วัดแสง มีเซ็นเซอร์ 3D accelerometerใช้งานร่วมกับ Misfit และ Jawbone ได้กันน้ำได้ 30 เมตร ใส่ว่ายน้ำได้สามารถถอดสายเปลี่ยนได้ ใช้สายขนาด 22 มิลลิเมตรมาตรฐานมีแอพพลิเคชันให้ติดตั้งได้ เปลี่ยนลายหน้าปัดนาฬิกาได้ (มีรวมกันไม่ต่ำกว่า 6,500 แอพ/แบบให้ใช้งาน)ทำงานได้กับ iOS 8 และ Android 4.0 ขึ้นไปเชื่อมต่อผ่าน Bluetooth 4.0รุ่นปกติมีให้เลือก 3 สี ได้แก่ ดำ-สายดำ, ขาว-สายขาว และดำแดง-สายแดง ขนาดตัวเรือน 40.5 x 37.5 x 9.5 มิลลิเมตรรุ่น Steel มีให้เลือก 3 สี ได้แก่ ดำ-สายหนังดำ, เงิน-สายสแตนเลสเงิน และทอง-สายหนังแดง ขนาดตัวเรือนเท่ากัน ยกเว้นความหนาที่ 10.5 มิลลิเมตรนอกจากนี้ยังมีเปิด API ให้นักพัฒนาสามารถเขียนแอพ เขียนหน้าปัดนาฬิกาเพื่อเอาลง Store ได้ด้วย ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งแพลตฟอร์มที่น่าจับตามองเลยนะกลับมาดูตัวเรือนกันต่อครับ เท่าที่ลองจับๆ ดู บอกเลยว่าเบามากๆ ลองชั่งน้ำหนักแล้วอยู่ที่ประมาณ 42 กรัมเท่านั้น ที่ด้านข้างจะมีอยู่ด้วยกัน 4 ปุ่ม เริ่มจากปุ่มทางซ้ายที่มีปุ่มเดี่ยวๆ (รูปขวาบน) อันนี้เป็นปุ่ม Power กดค้างเพื่อเปิด/ปิด ทั้งยังใช้เป็นปุ่มย้อนกลับด้วย ส่วนอีกสามปุ่มทางขวานั้น (ภาพซ้ายล่าง แต่มันกลับหน้าหลังอยู่) ปุ่มบนเป็นปุ่มกดขึ้น/ย้อนดู timeline ในอดีต ปุ่มกลางคือปุ่มตกลง/ปุ่มเข้าเมนู ส่วนปุ่มล่างสุดเป็นปุ่มกดลง/ดู timeline ที่จะมาถึง ซึ่งเรื่องของ timeline นี่ไว้รอจัดเต็มในรีวิวนะครับส่วนด้านหลังตัวเรือนก็จะเป็นพลาสติกที่มีความโค้งมนเข้ากับข้อมือเป็นอย่างดี สำหรับใครที่ร่วมลงทุนในรอบของบนเว็บ Kickstarter ก็จะมีสกรีนติดมาว่าเป็นรุ่นพิเศษสำหรับ KickStarter Backer ด้วย ส่วนใครที่เคยร่วมลงทุนไปกับ Pebble รอบแรกมาก่อนแล้วจะยิ่งพิเศษขึ้นไปอีก เพราะจะได้สกรีนว่าเป็นรุ่น Champion เลยทีเดียว (แต่ระบบ ตัวเรือนส่วนอื่นๆ เหมือนกันหมดนะ) ส่วนใครที่อยากจะซื้อทีหลัง ก็รอกันอีกหน่อยครับ เดี๋ยวก็มีมาให้สั่งซื้อกันได้เหมือนเดิม แต่จะเป็นรุ่นธรรมดาไม่มีสกรีนอะไร และขายในราคาปกติ ดังนี้Pebble Time จะขายจริงที่เรือนละ $199 (ประมาณ 6,700 บาท)Pebble Time Steel จะขายจริงที่เรือนละ $299 (ประมาณ 10,100 บาท)จะเห็นว่าคนที่ร่วมเสี่ยงลงทุนในโปรเจ็กท์ KickStarter กับ Pebble จะได้ราคาที่พิเศษกว่าราคาขายทั่วไปในภายหลัง ทั้งยังได้ความพิเศษเหนือกว่ากันนิดหน่อยด้วย (แต่ก็เสี่ยงว่าจะได้ของช้า ไม่ได้ของเลย หรือได้ของที่ไม่ตรงตามที่คาดหวังอยู่เหมือนกัน)สำหรับการชาร์จไฟ Pebble Time ที่ตัวเรือนจะมีขั้วทองเหลือง กับขั้วแม่เหล็กสำหรับยึดตัวเรือนกับขั้วชาร์จอยู่ เท่าที่ลองใช้ ผมว่ามันก็ยึดได้ไม่แน่นเท่าไหร่นะ ขยับนิดเดียวก็หลุดแล้ว และถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นว่าที่สายจะมีหมุดสีเงินเล็กๆ อยู่ หมุดนี้คือตัวช่วยถอดสลักยึดสายกับตัวเรือนออกครับ ทำให้สามารถถอดสายได้ง่ายขึ้นเทียบขนาดหน้าปัดกับนาฬิกาผู้ชายขนาดปกติครับ ขนาดเล็กกว่ากันนิดหน่อยนะเรื่องความสว่างหน้าจอ อันนี้บอกเลยว่าเด็ดจริงครับ เพราะมันจะปรับระดับความสว่างให้สัมพันธ์กับแสงจริงๆ ในขณะนั้น ถ้าอยู่ในบ้าน ในห้องก็จะลดความสว่างลงมาหน่อย ซึ่งตรงนี้ก็เป็นเพราะตัวเทคโนโลยีจอ e-color ที่ยิ่งแสดงผลได้ดีเมื่อมีแสงภายนอกมาตกกระทบ ส่วนตัวผมรู้สึกว่าตอนอยู่ในบ้าน หน้าจอมันมืดไปหน่อย ส่วนเวลาใช้กลางแจ้งนี่ทำได้ดีมากๆ สามารถมองได้ชัดกว่าจอสมาร์ทโฟนซะอีก สำหรับในหน้าตั้งค่าก็มีให้เลือกแค่ว่าจะเปิดหรือปิดไฟ backlight หรือเปล่า อันนี้ผมแนะนำว่าเปิดตลอดเวลาไปเลยก็ได้นะ ภาพชุดข้างบนนี้ก็เป็นการลองเล่น 3 ปุ่มครับ ปุ่มบนสุดดู timeline ที่ผ่านไปแล้ว อย่างในภาพแรกก็เป็นการแจ้งเวลาที่ดวงอาทิตย์ขึ้น พร้อมสภาพอากาศเมื่อเช้า (ที่ฝนตกหนัก) ภาพที่สองคือเมื่อกดปุ่มล่าง ดู timeline ที่กำลังจะมือถึงของภายในวันนี้ คือดวงอาทิตย์จะตกตอน 6:44 น. ส่วนภาพที่สามก็เป็นตารางนัดหมายจากในปฏิทินของวันพรุ่งนี้ครับ ก็บอกเลยว่าพรุ่งนี้เป็นวันเกิดใคร มีนัดอะไรบ้าง เป็นต้น อันนี้ก็เป็นพวกหน้าจอการตั้งค่าต่างๆ ก็มีเมนู about ให้เช็คเวอร์ชันและอัพเดตเฟิร์มแวร์ได้ ภาพสองคือหน้าจอการเปลี่ยนหน้าปัด Pebble Time (เปลี่ยนจากแอพในมือถือก็ได้) ส่วนภาพที่สามก็เป็นตัวอย่างการใช้แอพ Swarm บนนาฬิกา ก็จะมีการแจ้งว่าบริเวณใกล้ๆ นั้นมีสถานที่ใดบ้าง และสามารถกดเช็คอินได้ด้วย เซ็ตนี้ก็เป็นตัวอย่างการแจ้งเตือนจากแอพบนมือถือ ที่ส่งมาบน Pebble Time เท่าที่ผมลองดูแล้ว แอพหลักๆ ก็แสดงหมดนะ พวก Facebook, Facebook Messenger, LINE, Instagram, Gmail ติดตรงที่มันไม่สามารถแสดงภาษาไทยได้นี่แหละ พอเจอข้อความภาษาไทยก็กลายเป็นตัวสี่เหลี่ยมไปเลย แต่ดูแล้วน่าจะมีอัพเดต หรือมีคนทำแพทช์แก้ได้ภายหลังเหมือนกับตัว Pebble รุ่นแรกครับ เลยไม่น่าเป็นปัญหาเท่าไหร่ส่วนการตอบกลับการแจ้งเตือนนั้น หลักๆ ก็เป็นการกดลบทิ้งไป ส่วนถ้าจะตอบ ก็สามารถพูดเพื่อเป็นการสั่งพิมพ์ตอบกลับไปได้เหมือนกัน ไว้จะรีวิวให้ชมกันอีกทีนะด้านบนนี้ก็เป็นตัวอย่างหน้าจอแอพ Pebble Time ครับ หน้าที่หลักคือใช้เชื่อมต่อกับนาฬิกา และใช้โหลดแอพ โหลดหน้าปัดนาฬิกาลายอื่นๆ มาลงในนาฬิกา ซึ่งแอพนี้ก็มีให้ใช้ทั้งบน iOS และ Android เลยยังไงก็รอชมรีวิวฉบับเต็มกันอีกทีนะครับ กับ Pebble Time ตัวนี้ ขอผมลองให้ชินก่อนแล้วกัน 🙂 jQuery(document).ready(function($) {
$.post(‘https://specphone.com/web/wp-admin/admin-ajax.php’, {action: ‘wpt_view_count’, id: ‘138595’});
}); jQuery(document).ready(function( $) {
$.post( ‘https://specphone.com/web/wp-admin/admin-ajax.php’, {action: ‘mts_view_count’, id: ‘138595’});
});
#พรววแกะกลอง #Pebble #Time #สมารทวอทชรนสองทมาพรอมจอส #จากโครงการบน #KickStarter
[rule_2_plain] #พรววแกะกลอง #Pebble #Time #สมารทวอทชรนสองทมาพรอมจอส #จากโครงการบน #KickStarter
[rule_2_plain] #พรววแกะกลอง #Pebble #Time #สมารทวอทชรนสองทมาพรอมจอส #จากโครงการบน #KickStarter
[rule_3_plain]

#พรววแกะกลอง #Pebble #Time #สมารทวอทชรนสองทมาพรอมจอส #จากโครงการบน #KickStarter
ช่วงนี้ก็น่าจะถือเป็นช่วงเวลาแห่งสมาร์ทวอทช์ สมาร์ทแบนด์จริงๆ ครับ เพราะเราได้เห็นแต่ละยี่ห้อออกมากันรัวๆ ไม่ว่าจะแบรนด์ใหญ่ที่ทำสมาร์ทโฟนมาอยู่แล้ว แบรนด์นาฬิกาที่ก็เริ่มหันมาจับตลาดนี้ตามยุคสมัย รวมไปถึงบริษัทหน้าใหม่ที่จะเรียกเป็นบริษัทอินดี้ก็ว่าได้ ต่างก็ลงมาจับตลาดนี้ เพื่อหวังจะเกิดสปาร์คติดลมบน แล้วกลายเป็นรายใหญ่ในตลาดไปเลย ซึ่งหลายๆ ท่านก็คงพอคุ้นกันอยู่บ้างในแบบหลังสุด กับนาฬิกา (และบริษัท) ที่มีชื่อว่า Pebble ที่จัดว่าเป็นผู้บุกเบิกสมาร์ทวอทช์กันเลยทีเดียว และล่าสุด Pebble ได้ส่งรุ่นสองออกมาทำตลาดแล้วครับ ในชื่อว่า Pebble Timeซึ่งเจ้า Pebble Time นี้ ทาง Pebble ได้เปิดเป็นโปรเจ็กท์ระดมทุนบนเว็บไซต์ Kickstarter และก็สามารถระดมทุนได้สูงถึง $20,338,986 (ราวๆ 6.88 หมื่นล้านบาท) เลยทีเดียว ส่วนตัวผมเองก็ร่วมลงขันไปด้วยเช่นกัน และก็ลงเงินไปในระดับที่จะได้นาฬิกา Pebble Time มาใช้ด้วยเรือนนึง คิดเป็นเงินก็อยู่ที่ $159 หรือประมาณ 5,300 บาท ส่วนค่าส่งมาไทย ถ้าส่งแบบปกติก็อยู่ที่ประมาณ 300 กว่าบาทครับ แต่ต้องใช้เวลาส่งร่วมเดือน ซึ่งตอนแรกทาง Pebble เคลมว่าจะเริ่มจัดส่งได้ภายในเดือนพฤษภาคม ผมกะว่าอยากจะให้มันมาส่งก่อนไปเที่ยวไต้หวันช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา เลยยอมจ่ายเพิ่มเกือบพันเพื่อเปลี่ยนเป็นแบบส่งด่วนพร้อมจ่ายเป็นค่าภาษีนำเข้าไปด้วยในตัว นำส่งโดย DHL (ถ้าเลือกส่งแบบฟรี มีสิทธิ์เสี่ยงที่จะโดนเรียกเก็บภาษีตอนเข้าไทยเหมือนกัน)แต่สุดท้ายแล้วก็ไม่ทัน เพราะมันเพิ่งมาถึงมือผมวันนี้เอง อดลองใส่เดินเที่ยวเลย T Tหน้าตากล่องก็จะมาเป็นแบบกล่องแบนๆ ยาวๆ ข้างนอกเป็นกระดาษรีไซเคิล สกรีนติดไว้ว่า It’s Time ส่วนภายในก็จะมีโครงเป็นกระดาษแข็งสีขาวคอยป้องกันอยู่ ไม่ต้องกลัวว่าจอจะแตกก่อนนำส่งถึงมือเลยครับ บรรจุภัณฑ์มันค่อนข้างแน่นหนาจริงๆ อุปกรณ์ภายในที่ให้มาก็มีแค่สาย USB ที่ฝั่งหนึ่งเป็นหัวสำหรับชาร์จไฟ Pebble Time โดยเฉพาะ ถ้าหายก็สั่งซื้อใหม่จากหน้าเว็บ Pebble สถานเดียว แล้วก็มีเอกสารคู่มืออีกนิดหน่อยของตัวผมเองเป็นผู้ร่วมสนับสนุนลำดับที่ 10xxx ก็เริ่มได้ของแล้ว ใครที่ได้เลขใกล้ๆ กันนี้ก็น่าจะเริ่มได้ของกันแล้วนะครับ ลองเช็คให้ดีหน้าตาของ Pebble Time ก็เป็นแบบนี้เลย ของผมเองสั่งเป็นสีดำมา กระจกเป็นกระจกกันรอย ขอบสีเทาเข้มทำจากพลาสติกขัดผิว ให้ความรู้สึกคล้ายเซรามิค ส่วนจอนั้น ไม่ใช่จอสัมผัสนะครับ อย่าเผลอถูๆ ไถๆ ล่ะ สำหรับหน้าปัดนาฬิกานั้น เนื่องด้วยมันเป็นสมาร์ทวอทช์ที่ทำอะไรได้ค่อนข้างหลากหลาย มันจึงสามารถปรับเปลี่ยนได้ครับ อันนี้ผมก็ลองเปลี่ยนเป็นแบบ Enigma ดู ตอนแรกๆ ก็งงนิดหน่อยนะ ดูไปซักพักก็ชินเองพูดถึงเรื่องจอ นี่ก็เป็นหนึ่งในจุดเด่นของ Pebble Time เลยทีเดียว เพราะ Pebble รุ่นแรกยังใช้เป็นจอขาวดำ แต่มาในรุ่น Time ที่เป็นรุ่นสอง มันได้เปลี่ยนมาเป็นจอ e-paper แบบสีแล้ว ซึ่งข้อดีของจอแบบ e-paper คือมันกินไฟต่ำมาก แถมเรื่องของแอนิเมชัน การเคลื่อนไหวบนจอก็ได้รับการพัฒนาให้ทำได้ดี ไม่มีกระตุกแล้วด้วย และอีกข้อที่เรียกว่าเหนือกว่านาฬิกาสมาร์ทวอทช์ส่วนใหญ่ในตลาดเลยก็คือ หน้าจอมันจะติดอยู่ตลอดเวลา (always on) เหมือนนาฬิกาจริงครับ ไม่ต้องมากดปุ่ม หรือยกแขนให้ได้ระดับให้หน้าจอติดมาเพื่อดูเวลาอีกแล้ว อันนี้ต่อให้ถอดแล้ววางไว้เฉยๆ ก็เหลือบดูเวลาได้เลย นี่ซิ ถึงจะเรียกว่านาฬิกาจริงๆโดยตัวของ Pebble Time นั้นจะแบ่งเป็นสองรุ่นหลักๆ คือ Pebble Time ปกติที่ผมสั่งมา กับ Pebble Time Steel ที่ตัวเรือนเป็นสแตนเลสสตีล แข็งแรงกว่า หรูกว่า และก็ราคาสูงกว่าด้วย โดยมีราคาเริ่มต้นที่ประมาณ 8,400 บาท (สูงกว่าตัวนี้ร่วม 3,000 บาท) ซึ่งจะเริ่มได้ของในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคมนี้เป็นต้นไปเรื่องของข้อแตกต่างระหว่าง Pebble Time กับ Pebble Time Steel นอกจากตัวเรือนและราคาแล้ว ยังมีอีกนิดหน่อยคือเรื่องแบตเตอรี่ครับ โดย Pebble Time ปกติ แบตจะอยู่ได้อย่างต่ำ 7 วัน ส่วน Steel จะอยู่ได้อย่างต่ำ 10 วัน !! ซึ่งถึงแม้ Pebble Time ธรรมดาจะเป็นรุ่นล่าง แต่บอกเลยว่าระยะเวลาการใช้งานแบตเตอรี่แซงหน้าสมาร์ทวอทช์หลายตัวในตลาดขาดลอย รุ่นอื่นนับการใช้งานเป็นวัน อันนี้แทบจะนับการใช้งานเป็นสัปดาห์ได้เลย จุดนี้น่าจะโดนใจผู้ใช้นาฬิกาปกติได้อยู่เหมือนกันนะส่วนคุณสมบัติอื่นๆ ที่น่าสนใจของ Pebble Time ก็มีดังนี้ครับหน้าจอ e-paper ขนาด 1.25 นิ้ว มีไฟ LED Backlightรุ่นปกติเป็นสายยาง รุ่น Steel เป็นสายหนังกับสแตนเลสสตีลตัวเรือนของรุ่น Steel ทำมาจากสแตนเลสสตีล CNC 316Lมีไมโครโฟน ระบบสั่งงานด้วยเสียงในตัว เช่นใช้สั่งพิมพ์ข้อความ (ยังใช้งานได้กับมือถือ Android เท่านั้น)มีมอเตอร์สั่นในตัวมีเซ็นเซอร์วัดแสง มีเซ็นเซอร์ 3D accelerometerใช้งานร่วมกับ Misfit และ Jawbone ได้กันน้ำได้ 30 เมตร ใส่ว่ายน้ำได้สามารถถอดสายเปลี่ยนได้ ใช้สายขนาด 22 มิลลิเมตรมาตรฐานมีแอพพลิเคชันให้ติดตั้งได้ เปลี่ยนลายหน้าปัดนาฬิกาได้ (มีรวมกันไม่ต่ำกว่า 6,500 แอพ/แบบให้ใช้งาน)ทำงานได้กับ iOS 8 และ Android 4.0 ขึ้นไปเชื่อมต่อผ่าน Bluetooth 4.0รุ่นปกติมีให้เลือก 3 สี ได้แก่ ดำ-สายดำ, ขาว-สายขาว และดำแดง-สายแดง ขนาดตัวเรือน 40.5 x 37.5 x 9.5 มิลลิเมตรรุ่น Steel มีให้เลือก 3 สี ได้แก่ ดำ-สายหนังดำ, เงิน-สายสแตนเลสเงิน และทอง-สายหนังแดง ขนาดตัวเรือนเท่ากัน ยกเว้นความหนาที่ 10.5 มิลลิเมตรนอกจากนี้ยังมีเปิด API ให้นักพัฒนาสามารถเขียนแอพ เขียนหน้าปัดนาฬิกาเพื่อเอาลง Store ได้ด้วย ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งแพลตฟอร์มที่น่าจับตามองเลยนะกลับมาดูตัวเรือนกันต่อครับ เท่าที่ลองจับๆ ดู บอกเลยว่าเบามากๆ ลองชั่งน้ำหนักแล้วอยู่ที่ประมาณ 42 กรัมเท่านั้น ที่ด้านข้างจะมีอยู่ด้วยกัน 4 ปุ่ม เริ่มจากปุ่มทางซ้ายที่มีปุ่มเดี่ยวๆ (รูปขวาบน) อันนี้เป็นปุ่ม Power กดค้างเพื่อเปิด/ปิด ทั้งยังใช้เป็นปุ่มย้อนกลับด้วย ส่วนอีกสามปุ่มทางขวานั้น (ภาพซ้ายล่าง แต่มันกลับหน้าหลังอยู่) ปุ่มบนเป็นปุ่มกดขึ้น/ย้อนดู timeline ในอดีต ปุ่มกลางคือปุ่มตกลง/ปุ่มเข้าเมนู ส่วนปุ่มล่างสุดเป็นปุ่มกดลง/ดู timeline ที่จะมาถึง ซึ่งเรื่องของ timeline นี่ไว้รอจัดเต็มในรีวิวนะครับส่วนด้านหลังตัวเรือนก็จะเป็นพลาสติกที่มีความโค้งมนเข้ากับข้อมือเป็นอย่างดี สำหรับใครที่ร่วมลงทุนในรอบของบนเว็บ Kickstarter ก็จะมีสกรีนติดมาว่าเป็นรุ่นพิเศษสำหรับ KickStarter Backer ด้วย ส่วนใครที่เคยร่วมลงทุนไปกับ Pebble รอบแรกมาก่อนแล้วจะยิ่งพิเศษขึ้นไปอีก เพราะจะได้สกรีนว่าเป็นรุ่น Champion เลยทีเดียว (แต่ระบบ ตัวเรือนส่วนอื่นๆ เหมือนกันหมดนะ) ส่วนใครที่อยากจะซื้อทีหลัง ก็รอกันอีกหน่อยครับ เดี๋ยวก็มีมาให้สั่งซื้อกันได้เหมือนเดิม แต่จะเป็นรุ่นธรรมดาไม่มีสกรีนอะไร และขายในราคาปกติ ดังนี้Pebble Time จะขายจริงที่เรือนละ $199 (ประมาณ 6,700 บาท)Pebble Time Steel จะขายจริงที่เรือนละ $299 (ประมาณ 10,100 บาท)จะเห็นว่าคนที่ร่วมเสี่ยงลงทุนในโปรเจ็กท์ KickStarter กับ Pebble จะได้ราคาที่พิเศษกว่าราคาขายทั่วไปในภายหลัง ทั้งยังได้ความพิเศษเหนือกว่ากันนิดหน่อยด้วย (แต่ก็เสี่ยงว่าจะได้ของช้า ไม่ได้ของเลย หรือได้ของที่ไม่ตรงตามที่คาดหวังอยู่เหมือนกัน)สำหรับการชาร์จไฟ Pebble Time ที่ตัวเรือนจะมีขั้วทองเหลือง กับขั้วแม่เหล็กสำหรับยึดตัวเรือนกับขั้วชาร์จอยู่ เท่าที่ลองใช้ ผมว่ามันก็ยึดได้ไม่แน่นเท่าไหร่นะ ขยับนิดเดียวก็หลุดแล้ว และถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นว่าที่สายจะมีหมุดสีเงินเล็กๆ อยู่ หมุดนี้คือตัวช่วยถอดสลักยึดสายกับตัวเรือนออกครับ ทำให้สามารถถอดสายได้ง่ายขึ้นเทียบขนาดหน้าปัดกับนาฬิกาผู้ชายขนาดปกติครับ ขนาดเล็กกว่ากันนิดหน่อยนะเรื่องความสว่างหน้าจอ อันนี้บอกเลยว่าเด็ดจริงครับ เพราะมันจะปรับระดับความสว่างให้สัมพันธ์กับแสงจริงๆ ในขณะนั้น ถ้าอยู่ในบ้าน ในห้องก็จะลดความสว่างลงมาหน่อย ซึ่งตรงนี้ก็เป็นเพราะตัวเทคโนโลยีจอ e-color ที่ยิ่งแสดงผลได้ดีเมื่อมีแสงภายนอกมาตกกระทบ ส่วนตัวผมรู้สึกว่าตอนอยู่ในบ้าน หน้าจอมันมืดไปหน่อย ส่วนเวลาใช้กลางแจ้งนี่ทำได้ดีมากๆ สามารถมองได้ชัดกว่าจอสมาร์ทโฟนซะอีก สำหรับในหน้าตั้งค่าก็มีให้เลือกแค่ว่าจะเปิดหรือปิดไฟ backlight หรือเปล่า อันนี้ผมแนะนำว่าเปิดตลอดเวลาไปเลยก็ได้นะ ภาพชุดข้างบนนี้ก็เป็นการลองเล่น 3 ปุ่มครับ ปุ่มบนสุดดู timeline ที่ผ่านไปแล้ว อย่างในภาพแรกก็เป็นการแจ้งเวลาที่ดวงอาทิตย์ขึ้น พร้อมสภาพอากาศเมื่อเช้า (ที่ฝนตกหนัก) ภาพที่สองคือเมื่อกดปุ่มล่าง ดู timeline ที่กำลังจะมือถึงของภายในวันนี้ คือดวงอาทิตย์จะตกตอน 6:44 น. ส่วนภาพที่สามก็เป็นตารางนัดหมายจากในปฏิทินของวันพรุ่งนี้ครับ ก็บอกเลยว่าพรุ่งนี้เป็นวันเกิดใคร มีนัดอะไรบ้าง เป็นต้น อันนี้ก็เป็นพวกหน้าจอการตั้งค่าต่างๆ ก็มีเมนู about ให้เช็คเวอร์ชันและอัพเดตเฟิร์มแวร์ได้ ภาพสองคือหน้าจอการเปลี่ยนหน้าปัด Pebble Time (เปลี่ยนจากแอพในมือถือก็ได้) ส่วนภาพที่สามก็เป็นตัวอย่างการใช้แอพ Swarm บนนาฬิกา ก็จะมีการแจ้งว่าบริเวณใกล้ๆ นั้นมีสถานที่ใดบ้าง และสามารถกดเช็คอินได้ด้วย เซ็ตนี้ก็เป็นตัวอย่างการแจ้งเตือนจากแอพบนมือถือ ที่ส่งมาบน Pebble Time เท่าที่ผมลองดูแล้ว แอพหลักๆ ก็แสดงหมดนะ พวก Facebook, Facebook Messenger, LINE, Instagram, Gmail ติดตรงที่มันไม่สามารถแสดงภาษาไทยได้นี่แหละ พอเจอข้อความภาษาไทยก็กลายเป็นตัวสี่เหลี่ยมไปเลย แต่ดูแล้วน่าจะมีอัพเดต หรือมีคนทำแพทช์แก้ได้ภายหลังเหมือนกับตัว Pebble รุ่นแรกครับ เลยไม่น่าเป็นปัญหาเท่าไหร่ส่วนการตอบกลับการแจ้งเตือนนั้น หลักๆ ก็เป็นการกดลบทิ้งไป ส่วนถ้าจะตอบ ก็สามารถพูดเพื่อเป็นการสั่งพิมพ์ตอบกลับไปได้เหมือนกัน ไว้จะรีวิวให้ชมกันอีกทีนะด้านบนนี้ก็เป็นตัวอย่างหน้าจอแอพ Pebble Time ครับ หน้าที่หลักคือใช้เชื่อมต่อกับนาฬิกา และใช้โหลดแอพ โหลดหน้าปัดนาฬิกาลายอื่นๆ มาลงในนาฬิกา ซึ่งแอพนี้ก็มีให้ใช้ทั้งบน iOS และ Android เลยยังไงก็รอชมรีวิวฉบับเต็มกันอีกทีนะครับ กับ Pebble Time ตัวนี้ ขอผมลองให้ชินก่อนแล้วกัน 🙂 jQuery(document).ready(function($) {
$.post(‘https://specphone.com/web/wp-admin/admin-ajax.php’, {action: ‘wpt_view_count’, id: ‘138595’});
}); jQuery(document).ready(function( $) {
$.post( ‘https://specphone.com/web/wp-admin/admin-ajax.php’, {action: ‘mts_view_count’, id: ‘138595’});
});

Trả lời

Email của bạn sẽ không được hiển thị công khai. Các trường bắt buộc được đánh dấu *

Back to top button